วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552

ชีวิตในวันที่ 12 สิงหาคม 2551



เป็นบทความเก่าๆที่ไปค้นเจอในเครื่องแล้วพอมานั่งอ่านก็ทำให้นึกถึงเรื่องเก่าๆ

เรื่องเกี่ยวกับตัวเรา...เป็นดังนี้


12 สิงหาคม 2551
วันนี้ตื่น 10 โมงกว่าๆนับเป็นเวลาที่ค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับวันปกติทั่วไปที่ตื่นมาก็ได้กินข้าวเที่ยงเลย ไม่รู้เป็นอะไรรู้สึกอยากเขียนอะไรซักอย่าง โดยไม่มีเหตุผล มันคงเป็นเหมือนการระบายบางสิ่งบางอย่างที่อยากจะพูดให้ใครซักคน แต่ผมใช้การเขียนมันดูมีมิติในการเล่าเรื่องมากกว่าการพูด(ของผม) วันนี้ตอนตื่นเหลือบไปเห็นแผ่นดีวีดี เขียนบนปกว่า 19 An Inconvenient Foot ดูจากแพ็กเก็จแล้วน่าจะแถมหนังสือหรือนิตยสารอะไรซักอย่างพอดูรายละเอียดจึงรู้ว่ามันเป็นแผ่นรวมหนังสั้น แอนิเมชั่น จากฝีมือของนักเรียนนักศึกษาไทย เกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ช่วงปีที่ผ่านมาโลกเริ่มให้ความสนใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเห็นได้จากทั้งกระแส Global Warming และ การรณรงค์อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีนะ จากเรื่องไกลตัวมาที่เรื่องใกล้ตัวที่รู้สึกว่าผมเองเปลี่ยนไปจากเมื่อหลายปีที่แล้ว คงจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อม หรือวัย ก็แล้วแต่แต่ผมรู้สึกว่า ผมอ่านหนังสือน้อยลง (ไม่ใช่หนังสือเรียนนะ) ทั้งนิยาย บทความ บทกวี แม้แต่ แอนิเมชั่นที่ผมรักยังรู้สึกว่าได้เสพมันน้อยลง ทั้งๆที่ youtube ก็มีทุกอย่างให้เลือกสรร แต่กลับดูเหมือนว่าทุกอย่างเยอะเกินเสพจนไม่สามารถดูได้หมด สมัยผมยังเด็กๆผมเป็นเด็กบ้านนอก(ตอนนี้ก็ยังเป็นเด็กบ้านนอกอยู่นะ) การที่จะหาดูการ์ตูนของ Disney แอนิเมชั่นของจิบลิ เป็นเหมือนการตามล่าหาขุมทรัพย์ กว่าจะหาม้วนวิดีโอมาได้ แล้วต้องวิ่งไปบ้านญาติเพื่อดูกับเครื่องเล่น วิดีโอ เพราะบ้านตัวเองไม่มีนั่นเอง เมื่อมองตัวเองในมุมหนึ่งผมเห็นว่าตัวเองก็เป็นคนบ้าการ์ตูนพอสมควร แรงบรรดาลใจจึงเกิดจากแรงขับภายในตัวเองที่อยากจะทำอยากจะเป็น animator ในสมัยนั้น เวลาใครถามโตขึ้นอยากเป็นอะไร ผมมักจะตอบว่า animator พอได้รับคำตอบบางคนก็จะงงๆว่ามันคืออะไรหว่า ย้อนกลับมาที่เรื่องอ่านหนังสือ เหมือนเดิมคือจะควานหาวรรณกรรมเยาวชนดีๆซักเล่มก็ลำบากแสนเข็ญเหลือเกินห้องสมุดประชาชนที่เราไม่สามรถยืมเองได้ต้องใช้บัตรของพี่สาว รีบอ่านรีบคืน พออยู่ ม.ต้น เห็นเค้าอ่านแฮรี่ พอตเตอร์ ก็ตามกระแสกะเค้าเหมือนกันแต่พออ่านถึงเล่มห้าก็หยุดเพราะรู้สึกว่าคนเขียนใช้สำนวนการเขียนเดิมๆ เพียงแต่เขียนไปเพื่อให้จบตามที่ตัวเองได้วางพล็อตไว้ ซึ่งมันน่าเบื่อสำหรับผม(ขอโทษแฟนๆแฮรี่นะครับ) ร่ายไปร่ายมาเหมือนเราเป็นคนแก่ที่มานั่งบ่น ทั้งๆที่ตื่นมาวันนี้มีโครงการจะทำอะไรต่างๆมากมาย ทั้งงาน concept art ที่ค้างคา ซักผ้า การบ้าน รายงาน ชีวิตเด็กมหาลัยมันสนุกก็จริงแต่มันก็เหนื่อยพอสมควรอยู่แต่ถึงยังไงผมก็คิดว่าชีวิตการทำงานที่ผมกำลังจะเจอในอีกไม่กี่ปีนี้ต่างหากที่เป็นความน่าเบื่อที่แท้จริง มีคนเคยพูดไว้ว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่อยู่กึ่งกลางระหว่างวัยเด็กกับวัยผู้ใหญ่ ผมเองรู้สึกใจหายเมื่อพบว่าเราโตแล้ว จากเด็กที่ชอบดูแอนิเมชั่น กลายมาเป็นคนทำแอนิเมชั่น การเป็นคนทำกับคนเสพมันแตกต่างกันอย่างมาก แต่สิ่งที่เหมือนกันสำหรับผมคงเป็น ความสุข เป็นคนทำมีความสุขเพราะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และอยากให้คนดูมีความสุขที่ได้ดูงานของเรา อยากให้เค้าได้แรงบรรดาลใจจากงานของเรา เพื่อต่อลมหายใจของวงการแอนิเมชั่นบ้านเราให้อยู่ได้นานๆและโตขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับผมที่เป็นเหมือนเด็กจะก้าวไปสู่วัยผู้ใหญ่ แต่ถึงยังไงมันก็เป็นเรื่องน่าใจหายอยู่ดีที่ว่า พอเราโตขึ้นทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้...
โทรหาแม่บอกรักแม่ ก่อนนะครับ ก็วันนี้วันแม่

2 ความคิดเห็น:

  1. "แรงบันดาลใจ" <<<< เขียนอย่างนี้นะคะคุณ

    เห็นงานแกทีไร ไม่รู้ทำไมอยากทำได้อย่างนี้บ้าง
    อ้อ...มันเป็นแรงบันดาลใจนี่เอง
    แต่มันก็ฮึดได้ซักแป๊บ แล้วก็ขี้เกียจเหมือนเดิม
    ความขี้เกียจมันส่งผ่านมาทางแรงบันดาลใจหรือป่าววะ
    55555555+

    แต่ยังไง ความฝัน ก็ยังคงดำเนินต่อไป ถึงแม้จะเงียบหายไปบางครั้ง
    แต่ก็ไม่ได้หลงทางซะทีเดียวน่อ กำลังคลำทางอยู่ หุหุ...

    ช่วงเวลาของการเป็นวัยรุ่น ชีวิตมหาลัย มีค่ามากที่สุดแล้ว
    อยู่กับช่วงเวลานี้ให้คุ้ม จะได้ไม่มาเสียดายทีหลัง
    ว่าแล้วก็อยากกลับไปมอ คิดถึงจัง T^T





    สบายดีนะ ...มัลติมีเดีย...

    ตอบลบ
  2. อ่านบทความมึงแล้ว

    นึกสะท้อนไปถึงชีวิตตัวเองว่ะ มีบางอย่างคล้ายกูเลย

    นี้เราจะหมดวัยชีวิตมหาลัยแล้วเรอะ

    เพิ่งสำนึกได้ว่าตัวเองกำลังจะเป็นผู้ใหญ่

    แต่เหมือนกูยังคิดว่าตัวเองเด็กอยู่เลยว่ะ ไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิตดี

    แต่อ่านของมึงแล้วมันทำให้กูได้คิดอะไรบางอย่างนะ

    ขอบใจที่เขียนไว้^^

    ตอบลบ